เข็มเจาะ คืออะไร?

64

เข็มเจาะ ในที่นี้คือเสาเข็มแบบเจาะ ไม่ได้หมายถึงเข็มอันเล็กๆที่เย็บผ้าครับ เข็มเจาะคือฐานรากสำคัญของบ้าน หรืออาคาร www.siamhome-pile.com คือผู้ให้บริการเกี่ยวกับเข็มเจาะที่มีประสบการณ์ด้านฐานราก ได้ให้ความรู้และได้อธิบายเรื่อง เข็มเจาะ หรือเสาเข็มเจาะ เพื่อเป็นความรู้สำหรับลูกค้าที่ต้องการก่อสร้างบ้าน เพื่อเป็นความรู้ เสาเข็มเจาะสยามโฮมไพล์ บริการรับทำเข็มเจาะทั่วประเทศ ควบคุมและดูแลโดยวิศวกร ราคายุติธรรมเริ่มต้นเพียง 9,000 บาท ก่อนจะเริ่มทำเข็มเจาะ เรามาศึกษาความรู้เรื่องเข็มเจาะกันก่อนดีกว่าครับ สยามโฮมไพล์กรุ๊ป

ความรู้เรื่องเสาเข็มเจาะ และขั้นตอนการเจาะเสาเข็มอย่างละเอียด

รายละเอียดและกรรมวิธีในการทำเสาเข็มเจาะในการทำเสาเข็มเจาะชนิดนี้ประกอบด้วยอุปกรณ์
ค่อนข้างเล็กไม่ยุ่งยากเคลื่อนย้ายสะดวกไม่ต้องการบริเวณทำงานมากนัก อุปกรณ์หลักประกอบด้วย
ขาหยั่ง 3 ขา ( TRIPOD ) ปลายบนติดรอกเดี่ยวใช้ กว้านลม (AIR WINCH)เป็นเครื่องจักรกลหลัก
ในการเจาะ ยกดึง และ ถอดปลอกเหล็ก ซึ่งมีขั้นตอนการทำเสาเข็มเจาะ ดังนี้.

ขั้นตอนที่ 1.
การจัดเครื่องมือเข้าศูนย์กลางเสาเข็มเจาะปรับตั้ง 3 ขา ให้ได้ตรงแนวศูนย์กลางของเสาเข็มเมื่อตรวจสอบถูกต้องแล้วจึงตอกหลักยึดปรับแท่นเครื่องมือให้แน่นแล้วใช้กระเช้า( BORING TACKLE ) เจาะนำเป็นรูลึก ( PRE BORE) ประมาณ 1.00 เมตร

รายละเอียดและกรรมวิธีในการทำเสาเข็มเจาะในการทำเสาเข็มเจาะชนิดนี้ประกอบด้วยอุปกรณ์
ค่อนข้างเล็กไม่ยุ่งยากเคลื่อนย้ายสะดวกไม่ต้องการบริเวณทำงานมากนัก อุปกรณ์หลักประกอบด้วย
ขาหยั่ง 3 ขา ( TRIPOD ) ปลายบนติดรอกเดี่ยวใช้ กว้านลม (AIR WINCH)เป็นเครื่องจักรกลหลัก
ในการเจาะ ยกดึง และ ถอดปลอกเหล็ก ซึ่งมีขั้นตอนการทำเสาเข็มเจาะ ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1.
การจัดเครื่องมือเข้าศูนย์กลางเสาเข็มเจาะปรับตั้ง 3 ขา ให้ได้ตรงแนวศูนย์กลางของเสาเข็มเมื่อตรวจสอบถูกต้องแล้วจึงตอกหลักยึดปรับแท่นเครื่องมือให้แน่นแล้วใช้กระเช้า( BORING TACKLE ) เจาะนำเป็นรูลึก ( PRE BORE) ประมาณ 1.00 เมตร

ขั้นตอนที่ 2.
การตอกปลอกเหล็กชั่วคราว (CASING)
2.1 ขนาดและความยาวของปลอกเหล็กชั่วคราว ปลอกเหล็กชั่วคราว ( CASING จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเดียวกันกับเสาเข็มเจาะ ซึ่งแต่ละท่อนจะมีความยาว 1.20 เมตร
ต่อกันด้วยระบบเกลียวในการทำงานจะตอกปลอกเหล็กผ่านชั้นดินที่ไม่มีเสถียรภาพ ( UNSTABLE STRATUM ) ซึ่งอยู่ด้านบนจนกระทั่งถึงชั้นดินที่มีเสถียรภาพ ( STABLE STRATUM ) เพื่อป้องกันการเคลื่อนพังของผนังรูเจาะ
2.2 การควบคุมตำแหน่งให้ถูกต้องและอยู่ในแนวดิ่ง
ในการทำงานการตอกปลอกเหล็กชั่วคราวลงไปแต่ละท่อนจะได้มีการตรวจสอบ ตำแหน่งศูนย์กลาง
ของเข็มและแนวดิ่งอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เข็มเจาะเอียง

ขั้นตอนที่ 3. การเจาะ
3.1 อุปกรณ์ที่ใช้ในการเจาะ จะใช้กระเช้าเก็บดิน
(BORINGTACKLE)เมื่อกระเช้าถูกทิ้งลงไปในรูเจาะด้วยน้ำหนักของตัวเองดินก็จะถูกอัดเข้าไป
อยู่ในกระเช้า ทำซ้ำกันเรื่อยๆ จนดินถูกอัดจนเต็มกระเช้าจึงนำขึ้นมาเทออกการเจาะจะดำเนิน
ไปจนกระทั่งได้ ความลึกตามที่ต้องการ

3.2 การตรวจสอบการเคลื่อนพังของดินในชั้นที่
ไม่มีปลอกเหล็กชั่วคราว ในระหว่างการเจาะเอาดินขึ้นจะหมั่นตรวจสอบว่าผนังดินพังหรือยุบเข้า(CAVE IN)หรือไม่โดยดูจากชนิดของดินซึ่งเก็บขึ้นมาควรจะต้องสอดคล้องกับความลึก และคล้ายคลึงกับเข็มต้นแรกๆถ้าตรวจพบว่าดินเกิดจากการเคลื่อนพังจะรีบแก้ไขในทันทีโดยตอกปลอกเหล็กชั่วคราวให้ลึกลงไปอีก

3.3 การขนย้ายดิน
ดินที่เจาะขึ้นมา จะนำออกมานอกบริเวณโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดน้ำหนักจร (SURCHARGE) ต่อเสาเข็มต้นถัดไป

ขั้นตอนที่ 4.
การตรวจสอบรูเจาะก่อนใส่เหล็กเสริม
4.1 การวัดความลึก โดยวัดจากความยาวของสายสลิงร่วมกับความยาวของกระเช้าตักดิน
4.2 การตรวจสอบก้นหลุม ใช้สปอร์ตไลท์ส่องดู ก้นหลุมว่ามีการยุบเข้า (CABE IN)
มีน้ำซึมหรือไม่ ถ้ามีน้ำซึมที่ บริเวณก้นหลุมจะเทคอนกรีตแห้งลงไปประมาณ 0.10 ม.3 โดยแบ่ง
เป็นชั้นๆ และ กระทุ้ง (COMPACT) ให้แน่นด้วยตุ้มเหล็ก

ขั้นตอนที่ 5. ใส่เหล็กเสริม
5.1 ชนิดของเหล็กเสริม
ใช้เหล็กเสริมข้ออ้อยชั้นคุณภาพ SD 30 ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม ม.อ.ก.24-2527
5.2 ขนาดและปริมาณเหล็กเสริม
ใช้ตามกำหนดของวิศวกรรมผู้ออกแบบ
5.3 การใส่เหล็กเสริมหย่อนโครงเหล็กให้อยู่ตรง
การของรูเจาะจนถึงระดับที่ต้องการและยึดให้แน่นหนา เพื่อที่ขณะที่เทคอนกรีตโครงเหล็กจะไม่ขยับเขยื้อน

การคำนวณการรับน้ำหนักของเสาเข็ม

เสาเข็มเป็นวัสดุที่ใช้แพร่หลายมากที่สุด และถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการก่อสร้างบ้าน หรืออาคารต่าง มีหน้าที่รับน้ำหนักของอาคาร โดยเสาเข็มจะรับน้ำหนักจากฐานรากก่อน แล้วค่อยถ่ายให้ดิน ซึ่งจะต่างจากฐานรากแบบแผ่ ที่ดินรับน้ำหนักจากฐานรากโดยตรง การออกแบบฐานโดยใช้เสาเข็ม ก็เพราะดินที่อยู่ตื้นรับน้ำหนักได้น้อย จึงต้องใช้เสาเข็มเป็นตัวช่วยถ่ายน้ำหนักข้างบนลงไปยังดินชั้นล่างที่แข็งกว่า ความสามารถในการรับน้ำหนักของเสาเข็มขึ้นอยู่กับตัวเสาเข็มเอง (วัสดุที่ใช้ในการทำเสาเข็ม) และความสามารถในการรับน้ำหนักของดิน รอบตัวเสาเข็ม (Skin friction)
และปลายเสาเข็ม (End Bearing)

การจัดเสาเข็มและระยะห่างของเสาเข็ม

– เสาเข็มใต้ฐานรากจะต้องจัดเรียงสม่ำเสมอเหมือนกันทุกด้าน
– สำหรับเสาเข็ม End Bearing Piles ระยะยห่างระหว่างศูนย์กลางของเสาเข็มจะต้องห่างกันอย่างน้อย 2 เท่าของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสำหรับเสาเข็มกลม หรือ 2 เท่าของเส้นทแยงมุมสำหระบเสาเข็มสี่เหลี่ยม หรือเสาเข็มเหล็กแต่ต้องไม่น้อยกว่า 2.5 ฟุต หรือ 75 ซม.หรือผิวต่อผิวห่างกัน 12 นิ้ว หรือ 30 ซม.
– สำหรับเสาเข็ม Friction Pile ระยะห่างระหว่างศูนย์กลางของเสาเข็มจะต้องห่างกันอย่างน้อย 3-5 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของเสาเข็ม หรือ 3 ฟุต 6 นิ้ว (1.00ม.)
– เสาเข็มสำหรับโครงสร้างในทะเลที่รับคลื่นกระแทก จะต้องห่างกันอย่างน้อย 5 เท่า
ของเส้นผ่าศูนย์กลาง

ปรึกษาฟรี!สยามโฮมไพล์กรุ๊ป
252/2 ซ.เพชรเกษม 21 แขวงปากคลอง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160
www.siamhome-pile.com